ส่อง 5 Pop Up Store นักการตลาดมือโปรต้องไม่พลาด

Pop Up Store
Share คอนเท้นท์นี้ไปยังหน้าฟีดของคุณ
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on linkedin
LinkedIn

นักการตลาดคงคุ้นเคยกับ Pop Up Store กันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะในฝั่ง Branding ที่ปีๆนึงจะต้องคิดให้ได้สักแคมเปญนึงออกมาอวดโฉมให้ลูกค้าได้สัมผัส เพราะในยุคที่การแข่งขันสูง ทุกแบรนด์ก็ต้องงัดกลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพื่อสร้างการจดจำฝั่งแน่นให้กับสินค้าของตน และแน่นอนว่าการทำ Pop Up Store เป็นอีกเทรนด์ที่เหล่าผู้เล่นในตลาดเลือกสู้กันด้วยการขายประสบการณ์ Exclusive ที่หาที่ไหนไม่ได้มาเป็นจุดแข็งยกให้แบรนด์นั้นอยู่ใน Spotlight ของการแนะนำปากต่อปากจนไวรัลในที่สุดบนโซเชี่ยลมีเดียที่ว่องไวราวกับไฟป่า

การทำป๊แบอัพสโตร์ยุคนี้ก็เหมือนการทำคอนเท้นต์ ที่ต้องหากลยุทธ์เล่าเรื่องสินค้าออกมาให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้และไม่เหมือนใคร แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้งานๆนึงเป็นที่กล่าวขานได้ วันนี้ผมมีตัวอย่าง 5 Pop Up Store ที่สุดยอดมากๆมาให้ชมซึ่งเชื่อว่ามันจะทำให้คุณร้องว้าวเมื่ออ่านจนจบอย่างแน่นอน

1. The Picture House – Pop Up Store ร้านอาหาร Pay-by-Picture ที่ใช้รูปอาหารลงโซเชียลจ่ายแทนเงิน

Birdseye Pay-by-Picture
ภาพจาก www.thedrum.com

The Picture House เป็นร้านป๊อบอัพของ Birdseye แบรนด์อาหารแช่แข็งเพื่อที่จะสร้างการรับรู้ของแบรนด์บนโซเชียลมีเดียโดยใช้ประสบการณ์ในร้านเป็นตัวกระจายข่าวออกไป กลยุทธ์ของเค้าน่าสนใจมากครับ เอเจนซี่ Slice เจ้าของงานนี้มองเห็นว่าเทรนด์คนชอบกินในยุคนี้คือการชอบโพสต์รูปของกินลง Instagram อวดเพื่อนจนเกิดแฮชแท็กเกี่ยวกับของกินที่มีจำนวนคนติดตามและแชร์รูปของกินกันถึงหลักหลายสิบล้านทั่วโลก ซึ่ง Birdseye เองก็ได้ทำ Researchสำรวจพฤติกรรมถ่ายรูปอาหารเพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้และพบว่าคนทั้วไปกว่า 52% มักถ่ายรูปอาหารตัวเองเสมอ

แน่นอนว่าเหล่า Foodie ก็ต้องแอคทีฟกับการตามไลค์ตามโพสต์รูปของกนอยู่แน่นนอน ก็เลยผุดไอเดียร้านอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์แช่แข็งของ Birdseye ขึ้นมา โดยคิดกิมมิคให้ลูกค้าถ่ายรูปเมนูตัวเองเก็บไว้สำหรับจ่ายเงินและต้องติดแฮชแท็ก #birdsEyeInspiration ด้วย ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือทำให้อาหารแช่แข็งเป็นที่ยอมรับและรู้จักในวงกว้างในหมู่ชาว Foodie  ที่สำคัญคือเกิดไอเดียทำอาหารใหม่ๆจากผลิตภัณฑ์แช่แข็งจาก Birdseye นั่นเอง ซึ่งเมนูต่างๆที่บริการในร้านล้วนเป็นอาหาร Fine Dining สุดหรูที่มองเผินๆไม่มีทางรู้ว่าทำจากอาหารแช่แข็ง สร้างการรับรู้ใหม่ๆให้ลูกค้าที่ชอบทำอาหารและคนชอบกินรู้ว่า อย่าดูถูกอาหารแช่แข็งของBirdseye เชียวนะ มันทำอะไรได้มากว่าที่คิดเยอะ

2. Fast Food Aid – Pop Up ขายอาหารเสริมเฉพาะกิจ ที่จะจ่ายยาให้ตามโภชนาการที่หายไปจาก Junk Food ที่พึ่งกิน

Fast Food Aid Pop Up
ภาพจาก Retaildesignblog.net

พูดถึงสิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อที่ญี่ปุ่นก็ต้องมีคำว่าอาหารขึ้นมาในหัวทุกคนแน่นอน แต่รู้หรือไม่ว่าวัยรุ่นที่ญี่ปุ่นนั้นชอบกินอาหาร Junk Food มากๆจนมีปัญหาขาดวิตามิน แบรนด์อาหารออแกนิกเจ้าหนึ่งชื่อว่า Dohtonburi ก้อยากตีตลาดอาหารเสริมอยู่พอดี ก็เลยได้เอเจนซี่ Kaibutsu Design Studio มาช่วยคิดแคมเปญป๊อบอัพนี้ขึ้นมา

ซึ่งวิธีการของร้านนี้ก็คือการจ่ายอาหารเสริมวิตามินต่างๆแบบ Personalization ให้แต่ละคน โดยที่แต่ละคนจะได้อาหารเสริมมาก-น้อยตามความต้องการของร่างกาย วัดจากอาหาร fast Food ที่กินเข้าไป คำถามคือจะวัดผลได้ยังไงว่าใครกินอะไรมาบ้างใช่มั้ยครับ ง่ายมาก ก็แค่เอาใบเสร็จค่าอาหารฟาสฟู้ดมายื่นก็พอแล้วก็เอาอาหารเสริมไปฟรีๆกันเลย ซึ่งในใบเสร็จจะมีรายละเอียดบอกอยู่แล้วว่ากินไรมา เภสัชกรที่ร้านก็จะให้คำแนะนำแล้วก็หยิบวิตามินเสริมที่ไม่มีในมื้อนั้นๆให้ไปฟรีๆนั่นเอง

แคมเปญนี้ไม่ได้กำไรอะไร พูดง่ายๆคือ “แคมเปญพลีชีพ” แต่ผลลัพท์ที่แท้จริงคือการให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้าที่ต้องการบริโภคจริงๆ แถมยังเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วยการการมีผู้เชี่ยวชาญแนะนำได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

3. Barklive Shop – Pop Up Store ตลาดนัดสนามเด็กเล่นน้องหมา น้องชอบเล่นอะไร ซื้ออันนั้นได้เลย

Barkshop
ภาพจาก Prnewswire.com

ใครว่าน้องหมาซื้อของไม่ได้ แต่ก่อนใช่แต่สมัยนี้ไม่แล้วนะ เพราะที่ป๊อบอัพสนามเด็กเล่นของน้องหมานี้นั้นเปิดให้น้องๆฟัดเต็มที่ ซึ่งเจ้าจะซื้อของเล่นที่ถูกใจน้องได้ดีที่สุดโดยดูว่าของเล่นชิ้นไหนน้องเล่นบ่อยที่สุดหรือนานที่สุดผ่านทางแอพลิเคชั่นของร้าน Bark & Co ได้เลย

วิธีการของที่นี่คือน้องหมาทุกตัวต้องใส่สายรัดติด RFID ที่จะไปจับสัญญานที่ติดอยู่กับของเล่นแต่ละชิ้น ส่วนเจ้าของมีหน้าที่แค่หยิบของเล่นให้น้อง ของเล่นชิ้นไหนที่น้องเล่นด้วยมากที่สุดจะขึ้นโชว์บนแอพและสามารถชำระเงินซื้อได้ทันที Barklive Shop เปิดบริการเป็นรอบ รองรับน้องหมารอบละ 5 ตัว ใครที่อยากพาน้องหมาไปเล่นต้องซื้อบัตรจองล่วงหน้าราคา 30 ดอลลาห์ ซึ่งจะหักเป็นส่วนลดทันทีเมื่อซื้อสินค้าในร้านกลับไป ซึ่งร้านเองก็สามารถขายบัตรจองไปได้ 150 ใบ

ช็อปนี้เปิดตัวที่ Manhattan สหรัฐอเมริกาในปี 2016 เป็นห้องลานกว้าง มีอุปกรณ์พร้อมให้น้องๆเพลินทั้งวัน นอกจากดีไซน์มาเพื่อขายของเล่นแล้ว ยังเป็นเหมือนคาเฟ่ทางเลือกอีกแห่งที่คนรักหมาสามารถพาน้องไปเล่นนอกบ้านแก้เบื่อได้ด้วย

4. House of Go – ห้องโลกเสมือนที่ให้ทุกคนได้ลองใส่ Nike React Flyknit วิ่งฟรีๆจนติดใจซื้อ

Nike House of Go Virtual Room
ภาพจาก runningmagazine.ca

House of Go เป็น Pop Up Store ที่เปิดให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นลูกค้า Nike หรือคนที่ไม่เคยซื้อ Nike มาก่อนเข้ามาสัมผัสโลกของเทคโนโลยีรองเท้าวิ่งได้ฟรี โดย Nike ตั้งใจจะขายรองเท้ารุ่น React Flyknit ให้ได้ด้วยการสร้างห้องจำลองที่มีลู่วิ่งกลางห้องล้อมรอบด้วย Virtual Projector ที่จะมีเพื่อนตัวการ์ตูนที่เราออกแบบเองมาวิ่งเป็นเพื่อน ซึ่งห้องนี้ออกแบบให้สำหรับลองใส่รองเท้ารุ่นนี้วิ่งจริง แต่ต้องโหลดแอพ Nike+ ด้วยนะถึงจะได้ลองใส่วิ่ง

ที่นี่ยังมีคลาสสอนวิ่งบนลู่วิ่ง (State-of-Art Treadmill Studio) จากทีมงานมืออาชีพให้ลงทะเบียนเรียนกันด้วย ซึ่งผู้เรียนจะได้ใส่รองเท้ารุ่น React Flyknit วิ่งบนลู่ออกกำลังกายจริงๆ พร้อมเรียนรู้การวิ่งที่ถูกต้องไปด้วยกัน

หลายคนที่ได้ไปลองบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าประทับใจมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่ใช่ลูกค้าไนกี้มาก่อนยังเผลอซื้อกลับซะงั้น ต้องยกความเจ๋งให้กับการอัพเกรดประสบการณ์ทดลองใช้สินค้าที่ทำให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของสินค้าในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงชีวิตจริง รวมถึงบรรยากาศและความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ผลักดันให้อารมณ์อยากซื้อมันพุ่งได้ขนาดนี้

ยังไม่หมดแค่นั้น Nike คิดเผื่อคนที่กลับไปมือเปล่าด้วยนะว่าจะให้พวกเค้าทำประโยชน์อะไรเพิ่มแท้ไม่ได้ควักเงินจ่ายก็ตาม เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ Pop up ห้องเดียวธรรมดา แต่จริงๆแล้วเป็น Multi-floor Interactive Space ที่มีพื้นที่หลายโซนซึ่งระหว่างทางจะมีพื้นจอภาพ Digital ที่สามารถตอบโต้ทุกฝีก้าวของเราได้ด้วย เช่นถ้าเราวิ่งไปบนจอภาพก็จะปรากฏเอฟเฟคต่างๆเป็นต้น

นอกจากนี้ การตกแต่งสถานที่มาในแบบ Interactive Museum ที่จะมีพร๊อพและมุมถ่ายรูปสุดเก๋เรียงรายตามทางเป็นว่าเล่น เอาเป็นว่าถึงมาแล้วไม่ได้ซื้อก็ต้องมีถ่ายรูปลงไอจีกันมั่งแหละน่า และนี่แหละคือสิ่งที่เค้าต้องการ เพราะจะได้ Share of Voice กันไปง่ายๆเลย

House of Go นี้จัดช่วงมีนาคม 2018 ที่ Chicago เปิดเต็มๆ 1 เดือนกันเลยทีเดียว

5. Nike Sneakeasy – Pop Up Air Max ที่ต้องช่วงชิงกันเข้างานเท่านั้น

Nike Sneakeasy
ภาพจาก cacheflowe.com

ตัวอย่างสุดท้ายยังอยู่กับ Nike ซึ่งจะเป็นประสบการณ์ที่ต่างจากด้านบนคนละเรื่อง Sneakeasy เป็นป๊อบอัพสโตร์สุด Exclusive ที่ตั้งใจจะเป็น Premium Retail ในการให้ประสบการณ์ซื้อ Nike Air แบบล้ำๆเหมือนอยู่ในโลกอนาคต ซึ่งในงานเราสามารถซื้อ Nike Air  รุ่นต่างๆได้จากหน้างานหรือผ่านแอพก็ได้ จากนั้นเราไปรับของได้เลยที่ตู้โชว์สินค้าซึ่งจริงๆมันคือตู้ vending Machine ซึ่งเราสามารถดึงลิ้นชักออกมาและจะมีรองเท้าที่เราสั่งซื้อไว้ออกมาด้วยยังกับลิ้นชักโดเราม่อนเลยล่ะ

Nike Sneakeasy นี้จัดที่ Boston และ New York และก็ได้จัดมาเรื่อยๆทุกปีในวันสำคัญที่ Nike ระบุขึ้นมาชื่อว่า Air Max Day ซึ่งจะมีการสุ่มจัด Pop Up แบบนี้ในบางสาขาที่สหรัฐฯเท่านั้น และแต่ละสาขาจะมีธีมที่แตกต่างกันออกไปเพื่อประสบการณ์ที่แตกต่างให้แฟนตัวยงไปล่าให้ครบ และที่สำคัญงานนี้ไม่ได้เปิดให้ทุกคนเข้าชมแบบ House of Go ต้องเป็นสมาชิกที่ได้รับบัตรเชิญหรือเฉพาะสมาชิกที่ซื้อตั๋วเข้างานรายวันให้ทันเท่านั้นถึงจะได้มีสิทธิร่วม ได้ข่าวว่าคิวยาวสุดๆเลยล่ะ

Nike Sneakeasy Vending Machine
ภาพจาก GQ.com

จะเห็นว่า 5 ตัวอย่างที่คัดมาให้ชมนี้มีจุดเด่นเรื่องการมอบประสบการณ์การบริโภคสินค้าทั้งนั้น ซึ่งทุกอันเน้นนำเสนอสินค้าในสถานการณ์จำลองที่ตัวลูกค้าต้องการบริโภคทั้งนั้น ซึ่งมันก็คือการอัพเกรดประสบการณ์ขายของจากหน้าร้านที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากฟังคนขายพูดสรรพคุณธรรมดามาเป็นการลองใช้งานในชีวิตที่เหมือนจริงจนไม่ซื้อไม่ได้ รู้อย่างนี้แล้วชาวการตลาดทุกคนอย่าลืมลองไปคิดเล่นๆกันดูว่าเราจะทำอะไรที่คล้ายกันได้บ้างกับสินค้าตัวเอง ขอให้โชคดีครับ   

ติดตามเพจ MKT FOMO ของเรา

Relate Stories

Don’t Stop Here

More To Explore